
ธุรกิจบุฟเฟ่ต์ ธุรกิจที่กำลังเติบโต เนี่ยมันเป็นธุรกิจที่เหนื่อยมาก ใครที่กำลังทำธุรกิจนี้อยู่ก็คงจะรู้ดีพราะว่ามันเป็นธุรกิจที่เราจะต้องเน้นจำนวนลูกค้าเอาไว้ก่อนแล้ว
ถ้ามีลูกค้าเยอะเราก็ต้องมีลูกน้องเยอะไปด้วยก็เอา 2 อย่างนี้มารวมกันมันโคตรจะปวดหัวเลยก็ว่าได้ แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าคนไทยของเราเนี่ยทานอาหารบุฟเฟ่ต์กันจนเป็นนิสัยกันแล้วถ้าร้านไหนอยากจะดึงลูกค้าเข้ามาการเปิดให้มีตัวเลือกบุฟเฟ่ต์ เพราะมันจะเป็นตัวช่วยได้ดี
สำหรับข้อมูลที่บอกว่าคนไทยติดบุฟเฟ่ต์ นั้นไม่ได้ล้อเล่นเพราะว่าคำว่าบุฟเฟ่ต์เนี่ยมันไม่ได้หยุดอยู่ที่ร้านอาหารต่อไปเช่นร้านล้างรถ Quick Watch
เขาก็ทำบุฟเฟ่ต์ล้างรถไม่จำกัดขึ้นมาในราคา 599 บาทหรือแม้แต่คอร์สกำจัดไขมันเนี่ยเขาก็เอามาทำเป็นบุฟเฟ่ต์ได้เช่นกัน
ถ้าใครไปต่างประเทศบ่อยๆจะรู้ว่าที่เมืองนอกเขาไม่มีบุฟเฟ่ต์เยอะเข้าบ้านเรา เหตุผลหลักๆก็คนชอบกินบุฟเฟ่ต์เนี่ยเราก็คงรู้อยู่แล้วว่ามันเป็นความคุ้ม
แต่อีกเหตุผลนึงที่คนมักจะไม่ค่อยพูดถึงคือปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ ก่อนที่เราเข้าไปทานอาหารในร้านบุฟเฟ่ต์เนี่ยมันค่อนข้างจะการันตีเลยว่าถ้าเราเดินออกจากร้านเราจะอิ่มท้องแน่นอนและงบประมาณที่จะต้องเปลี่ยนไปเนี่ยมันค่อนข้างจะคาดการณ์ได้ง่าย

ถ้าร้านบุฟเฟ่ต์นี้ขึ้นป้ายว่าอิ่มละ 299 บาทรวมทุกอย่างแล้วเราก็สามารถเตรียมเงินไปแค่ 299 บาท
แต่ถ้าไปเทียบกับร้านอาหารทั่วไปเนี่ยเราแทบจะไม่รู้เลยว่าคำว่าอิ่มของแต่ละคนมันต้องจ่ายเท่าไหร่ซึ่งการที่ลูกค้าสามารถคาดเดางบประมาณให้เขาเตรียมไปได้เนี่ยมันเป็นจุดขายสำคัญของธุรกิจร้านบุฟเฟ่ต์ที่คนส่วนมาก .
เพราะฉะนั้นในหลายปีที่ผ่านมา มันเลยทำให้ธุรกิจร้านบุฟเฟ่ต์เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆในประเทศของเราเพราะว่าขนาดธุรกิจที่ไม่เคยเล่นบุฟเฟ่ต์มาก่อนอย่างบาร์บีคิวพลาซ่าแต่หลังจากที่เขาเห็นว่าคู่แข่งของเขาเกือบไปทั้งหมดเข้าไปเล่นบุฟเฟ่ต์กันหมดแล้ว
เขาก็เลยต้องลงมาทำบ้างเช่นกัน ซึ่งถ้าเรามาคำนวณกำไรคร่าวๆของธุรกิจร้านอาหารบุฟเฟ่ต์แล้ว จะต้องยกเคสของเจ้าพ่อร้านอาหารญี่ปุ่นเนี่ยโออิชิขึ้นมา
ทางบริษัทโออิชิได้เคยมีการทำการสำรวจเกี่ยวกับการกินของลูกค้าโดยมีการนับว่าลูกค้า 1 คนเนี่ยโดยเฉลี่ยเค้าตัดออกไปทางเท่าไหร่อันนี้คือนับการตักไปทั้งหมด
ไม่ว่าจะกินหรือไม่จริงตัวเลขคร่าวๆของเขาก็จะอยู่ที่ 1.2 กิโลต่อคนแล้วภายใน 1.2 กกเนี่ยสัดส่วนเนื้อผักของทานเล่นหรืออะไรก็แล้วแต่ก็ขึ้นอยู่กับลูกค้าแต่ละคน
ซึ่งถ้าเราลองมาคำนวณสัดส่วนง่ายๆเลยเนี่ยเราอาจจะสามารถแบ่งเป็นเนื้อสัตว์ได้อยู่ 45% ของทานเล่น 35% ผัก 10% และอื่นๆอีก 10% แล้วเราก็ลองมาดูราคาวัตถุดิบขายส่งร้านหมูกระทะจากจ๊วดหมู่กระทะดูว่าต้นทุนของเนื้อสัตว์พวกเนี้ยมันน่าจะอยู่ที่เท่าไหร่
จะว่าต้นทุนของเขาค่อนข้างที่จะถูกมาก ถ้าเราเอาราคาพวกเนี้ยลองมาคำนวณเป็นราคากลางๆไปอยู่ที่ประมาณ 65 บาทต่อกิโลซึ่งถ้าเป็นสัดส่วนการทางนี้อยู่ที่ 45% ต่อคนเราก็จะมีต้นทุนต่อ 200 อยู่ที่ 29.25
ถ้ามารวมต้นทุนส่งของทานเล่นหรืออะไรอย่างอื่นแล้วเนี่ยต้นทุนต่อหัวมันก็จะอยู่ที่ราวๆ 53 บาทซึ่งต้นทุนพวกเนี้ยมันต้องไม่เหมือนกันในแต่ละร้านแน่นอนมันอยู่ที่ว่าเขาจะใช้วัตถุดิบอะไร
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าธุรกิจบุฟเฟ่ต์นั้นถ้าหากว่าใครมีเงินลงทุนก็สามารถจะสร้างกำไรให้กับตนเองได้ถ้าหากมีการคำนวณต้นทุนดีๆ
สนับสนุนโดย คาสิโน เวียดนาม ดานัง